โคลอสซัสแห่งโรดส์: ประวัติ สถานที่ และไฮไลท์ที่ควรชม

โคลอสซัสแห่งโรดส์ หนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์แห่งโลกยุคโบราณ รูปปั้นสัมฤทธิ์สูง 33 เมตร อดีตเคยตั้งตระหง่านที่ท่าเรือ Mandraki แม้ปัจจุบันเหลือเพียงเรื่องราว แต่สถานที่และบรรยากาศยังคงน่าค้นหา นี่คือสรุปทุกอย่างที่คุณควรรู้

ภาพวาดของ Colossus of Rhodes ที่ตระหง่านอยู่เหนือท่าเรือ Mandraki โดยมีเรือแล่นผ่านใต้รูปปั้นและอาคารเมืองโบราณในฉากหลัง
Photo Louis de Caullery (Public domain) (wikimedia)

สรุปสั้นๆ

  • โคลอสซัสแห่งโรดส์คือรูปปั้นเฮลิออสทำจากสัมฤทธิ์สูง 33 เมตร สร้างราว 292–280 ปีก่อนคริสตกาลและถูกทำลายจากแผ่นดินไหวราว 226 ปีก่อนคริสตกาล
  • ไม่มีชิ้นส่วนเหลืออยู่ในปัจจุบัน ตำแหน่งโดยทั่วไปเชื่อว่าอยู่ที่ท่าเรือ Mandraki ซึ่งปัจจุบันมีรูปปั้นกวางสัมฤทธิ์ 2 ตัวตั้งอยู่บนเสาหิน
  • มาเที่ยวได้ฟรี แนะนำให้เดินชมร่วมกับ ท่าเรือ Mandraki และ ป้อม St. Nicholas ได้บรรยากาศท่องเที่ยวครึ่งวันเต็ม ๆ
  • อย่าไปเชื่อภาพโปสการ์ดที่แสดงรูปปั้นคร่อมปากท่าเรือ เพราะนั่นเป็นตำนานที่แต่งขึ้นในยุคกลาง ไม่มีหลักฐานโบราณใดกล่าวถึง
  • ถ้าอยากเข้าใจลึกขึ้น แนะนำให้แวะชม พิพิธภัณฑ์โบราณคดีโรดส์ แล้วเดินเล่นต่อที่ ถนนอัศวิน (Street of the Knights) ต่ออีกหน่อย

โคลอสซัสแห่งโรดส์คืออะไร?

โคลอสซัสแห่งโรดส์ คือรูปปั้นสัมฤทธิ์ขนาดยักษ์ของเทพเฮลิออส เทพประจำเกาะ สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองชัยชนะจากการถูกล้อมเมืองใหญ่ เมื่อประมาณ 305 ปีก่อนคริสตกาล นายพลเดเมตรีอุส แห่งมาเซโดเนีย ยกกองทัพและกองเรือมหาศาลมาปิดล้อมโรดส์ แต่ชาวโรเดียนต้านทานไว้ได้นานกว่า 1 ปี สุดท้ายฝ่ายเดเมตรีอุสต้องถอยทัพ ทิ้งเครื่องล้อมเมืองไว้จำนวนมาก ชาวโรเดียนจึงขายเศษเหล็กเหล่านั้น นำรายได้มาสร้างอนุสรณ์รูปปั้นแห่งความอยู่รอดนี้

การก่อสร้างมอบหมายให้ Chares แห่ง Lindos ช่างจากเมืองชายฝั่งตะวันออก ใช้เวลาสร้างราว 12 ปี ตัวรูปปั้นสูงประมาณ 32 เมตร (108 ฟุต) ตั้งอยู่บนแท่นหินอ่อนสีขาวประมาณ 15 เมตร รวมความสูงทั้งโครงสร้าง พอ ๆ กับเทพีเสรีภาพที่นิวยอร์กเลยทีเดียว สร้างเสร็จราวปี 280 ปีก่อนคริสตกาล และถูกนับเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ตั้งแต่ยุคนั้นทันที

ℹ️ ดีที่ควรรู้

โคลอสซัสแห่งโรดส์ตั้งอยู่ได้เพียงประมาณ 54 ปีก่อนเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่มาทำลายลงในราว 226 ปีก่อนคริสตกาล โดยจุดที่พังคือบริเวณหัวเข่า ตามบันทึกโบราณ รูปปั้นยักษ์แตกเป็นท่อน ๆ อยู่กับพื้นนานเกือบ 900 ปี ก่อนที่ชาวอาหรับจะมาขายชิ้นส่วนสัมฤทธิ์เป็นเศษโลหะในปี 653–654 หลังคริสตกาล บางแหล่งเล่าว่าใช้เวลาอูฐกว่า 900 ตัวขนออกไป

เจาะลึกตำนาน: แหล่งข้อมูลโบราณว่าอย่างไร

ภาพจำที่เห็นบ่อยที่สุดของโคลอสซัสคือรูปปั้นยักษ์คร่อมปากท่าเรือ Mandraki ให้เรือแล่นลอดใต้หว่างขา ภาพนี้ถูกวาดขายของที่ระลึกเต็มไปหมด แต่แท้จริงไม่มีบันทึกโบราณไหนระบุเลย เป็นเรื่องแต่งยุคกลางล้วน ๆ วิศวกรยุคนี้ยืนยันว่าด้วยเทคโนโลยีสมัยนั้น รูปปั้นสัมฤทธิ์ขนาดยักษ์ในท่านั้นเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว แถมปากท่าเรือนั้นกว้างราว 400 เมตร เกินความเป็นจริงหลายเท่า

ตำแหน่งที่แน่ชัดยังเป็นที่ถกเถียงในหมู่นักวิชาการ จุดที่หลายฝ่ายยอมรับที่สุดคือบริเวณหัวท่าเรือ Mandraki ฝั่งตะวันออก ซึ่งปัจจุบันมีรูปปั้นกวางตั้งอยู่ แม้ยังไม่มีหลักฐานขุดค้นยืนยันบ่งชี้ตรงนี้ บางกลุ่มเสนอว่าตำแหน่งอาจอยู่ที่อะโครโปลิสของโรดส์เพื่อให้รูปปั้นมองเห็นได้ทั่วเกาะ แต่ทั้งสองทฤษฎีก็ยืนยันไม่ได้ เพราะซากถูกขายเป็นเศษ เหลือแต่เรื่องเล่า

  • ความเชื่อ: รูปปั้นตั้งคร่อมปากท่าเรือ ไม่จริง ไม่มีเอกสารโบราณอ้างถึง เรื่องแต่งในยุคกลาง
  • ความเชื่อ: สร้างปี 305 ปีก่อนคริสตกาล ไม่จริง เริ่มสร้างหลังขายเครื่องล้อมเมืองราวปี 292 และเสร็จช่วงปี 280 ปีก่อนคริสตกาล
  • ความเชื่อ: รู้ตำแหน่งจริงแน่นอน ยังถกเถียงอยู่ Mandraki Harbour เป็นตัวเลือกที่น่าเชื่อถือที่สุด แต่มีทฤษฎีอะโครโปลิสเสนอด้วย
  • ความเชื่อ: ยังเห็นซากรูปปั้นได้ ไม่จริง ไม่มีชิ้นส่วนใดโผล่พ้นพื้นเลย

เที่ยวตรงจุด: บรรยากาศปัจจุบัน

จุดสำคัญของโคลอสซัสในปัจจุบันคือ Mandraki Harbour ท่าเรือเก่าแก่ทางเหนือสุดของโรดส์ ที่ปากท่าเรือนี้มีเสาหินสองต้นติดตั้งรูปปั้นกวางสัมฤทธิ์—ตัวหนึ่งเป็นกวางตัวผู้อีกตัวเป็นตัวเมีย—ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ประจำเกาะ แม้ไม่มีหลักฐานว่าตรงนี้คือจุดตั้งรูปปั้นยักษ์จริงแน่นอน แต่ชาวโรเดียนเชื่อสืบต่อกันมา มุมนี้บรรยากาศดีมาก สามารถยืนมองไปยังผืนน้ำเดียวกับที่รูปปั้นเคยตั้งสูงตระหง่านในอดีต

จากเสาด้านตะวันออก เดินขึ้นไปอีกนิดจะเจอ Fort of St. Nicholas ป้อมแห่งอัศวินยุคคริสต์ศตวรรษที่ 15 บางทฤษฎีเชื่อว่าน่าจะเป็นพื้นที่ตั้งแท่นรูปปั้นดั้งเดิมด้วย ประภาคารบนปลายป้อมยังทำงานอยู่ เปิดให้เข้าเดินเที่ยวในเขตท่าเรือและท่าเทียบเรือฟรีตลอดปี

💡 เคล็ดลับจากคนท้องถิ่น

ถ้าอยากเดินชม Mandraki Harbour แบบเงียบ ๆ และถ่ายรูปให้แสงสวย ๆ แนะนำไปแต่เช้าก่อน 9 โมง (โดยเฉพาะฤดูร้อน) จะหลีกเลี่ยงนักท่องเที่ยวจากเรือใหญ่ แถมแสงเช้าสะท้อนน้ำกับเสากวางจะดูโดดเด่นพอดี

จาก Mandraki สามารถเดินเที่ยวต่อเข้าสู่ Old Town ทางเหนือของโรดส์ได้สบาย ๆ Palace of the Grand Master อยู่ห่างออกไปประมาณ 10 นาที และ Archaeological Museum of Rhodes ยังมีโบราณวัตถุของโรเดียนยุคเก่าหลายชิ้น โดยเฉพาะประติมากรรมที่ช่วยให้จินตนาการถึงความอลังการของศิลปะในยุคนั้น แม้ไม่มีอะไรแทนที่โคลอสซัสได้จริง แต่สถานที่ทั้งสองนี้เติมเต็มประสบการณ์ได้ดี

เตรียมตัวเที่ยว: ข้อมูลควรรู้

ท่าเรือ Mandraki ในเมือง Rhodes พร้อมเสาหินที่มียอดเป็นรูปปั้นกวาง และ Fort of St. Nicholas ที่เป็นป้อมปราการในยุคกลางอยู่เบื้องหลัง
Photo George Alex

ท่าเรือ Mandraki เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าได้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง 365 วัน ไม่มีตั๋ว ไม่มีรั้วกั้น ไม่ต้องจองทัวร์ จุดนี้เป็นท่าเรือทำงานจริง ไม่ใช่แหล่งโบราณคดีที่มีการดูแลเป็นพิเศษ เพราะฉะนั้นควรปรับความคาดหวังให้เหมาะ เน้นมาซึมซับบรรยากาศประวัติศาสตร์และความสวยของท่าเรือ มากกว่าจะหาอะไรบางอย่างจับต้อง

  • การเดินทาง: ท่าเรือ Mandraki อยู่ตอนเหนือสุดของเมืองโรดส์ เดิน 5-10 นาทีจากประตูเหนือของ Old Town นั่งแท็กซี่จากสนามบินใช้เวลาราว 20 นาที (25-30 ยูโร) หรือขึ้นรถประจำทางก็สะดวก
  • ค่าเข้า: ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายทั้งบริเวณท่าเรือและทางเดินบนท่าเทียบเรือ
  • เวลาที่ใช้: เดินชมรอบท่าเรือประมาณ 20-30 นาที ถ้าขยายเที่ยว Old Town และป้อม ใช้เวลารวม 2-3 ชั่วโมง
  • ฤดูแนะนำ: เมษายนถึงมิถุนายน และกันยายนถึงตุลาคม อากาศเย็นสบาย (18-26°C) คนไม่แน่นเกินไป
  • เตือนฤดูกาลท่องเที่ยว: กรกฎาคม–สิงหาคม มีเรือท่องเที่ยวยักษ์เข้าเทียบท่า ทำให้คนเยอะมากช่วง 10 โมง-5 โมงเย็น
  • ถ่ายรูป: เสากวางที่ปากท่าเรือคือตำแหน่งยอดฮิต ถ้ามีเลนส์เทเลโฟโต้จะช่วยให้ถ่ายรูปกวางเด่น ๆ ตัดกับฉากน้ำทะเลได้สวย

ย้อนรอยประวัติศาสตร์: โรดส์ยุคโบราณ

จะเข้าใจว่าทำไมชาวโรเดียนลงทุนสร้างรูปปั้นยักษ์สูง 33 เมตร ต้องรู้ว่าโรดส์สำคัญแค่ไหนในเมดิเตอร์เรเนียนยุคโบราณ ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 4 ที่นี่เป็นเมืองค้าขายมั่งคั่งที่สุดแห่งหนึ่งในฝั่งตะวันออกของทะเล มีทั้งกองเรือรบใหญ่ และระบบกฎหมายการค้าเรือที่ซับซ้อน แม้ต่อมาจะมีอิทธิพลกับระบบกฎหมายทะเลของโรมัน เมืองโรดส์เกิดจากการรวมตัวของ 3 เมืองเก่า—Lindos, Ialyssos และ Kameiros—ในปี 408 ก่อนคริสตกาล

การถูกล้อมเมืองโดยเดเมตรีอุสไม่ใช่แค่เหตุการณ์ทางทหาร แต่คือความพยายามของเหล่าทายาทอเล็กซานเดอร์มหาราชที่จะดึงโรดส์เข้าเป็นพวก เมื่อโรเดียนไม่ยอมและต้านทานได้สำเร็จ ชื่อเสียงจึงโด่งดังไปทั่วกรีก โคลอสซัสจึงถูกสร้างขึ้นเพื่อประกาศศักดิ์ศรีมากกว่าจะสักการะเทพ เฮลิออสเป็นเทพประจำเมืองและการตั้งรูปปั้นยักษ์ตรงปากท่าเรือก็เหมือนบอกทุกคนที่เข้ามาด้วย ท่านใดสนใจอดีตยุคอัศวินต่อเนื่องจากนี้ คลิกดู คู่มือประวัติศาสตร์ Knights of Rhodes ได้เลย

✨ เคล็ดลับเด็ด

อยากชมประติมากรรมโรเดียนของแท้ใกล้ชิด แนะนำพิพิธภัณฑ์โบราณคดีโรดส์ใน Old Town มีทั้งรูปปั้นหินอ่อน Aphrodite แห่งโรดส์ยุคศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสตกาล พร้อมให้สัมผัสกลิ่นอายศิลปะยุคนั้นจริง แม้จะไม่มีเศษซากโคลอสซัสเหลือก็ตาม

ที่เที่ยวรอบ Mandraki Harbour

กำแพงหินและหอคอยยุคกลางที่ล้อมรอบด้วยต้นไม้สีเขียวและท้องฟ้าสีฟ้าใกล้กับท่าเรือ Mandraki ในเกาะ Rhodes
Photo Matti Karstedt

บริเวณรอบ Mandraki นั้นเป็นแหล่งที่เห็นรอยประวัติศาสตร์หลากหลายที่สุดของโรดส์ Mosque of Murad Reis และสุสานเก่าแก่ใกล้ ๆ ตั้งอยู่ทางเหนือของท่าเรือ เตือนใจถึงยุคออตโตมันที่ตามหลังยุคอัศวินมา สถานที่ตั้ง Colossus of Rhodes ที่ปากท่าเรือ เชื่อมกับเส้นทางเดินชมริมทะเลฝั่งเหนือผ่าน Elli Beach ไปถึงย่าน New Town ที่มีอาคารสไตล์อิตาเลียนยุคต้นศตวรรษที่ 20 ผสมผสานกับถนนทันสมัยได้อย่างลงตัวในบรรยากาศแบบย้อนยุค

ถ้ามีเวลาหลายวันในเมืองโรดส์ ขอแนะนำ ทัวร์เดินชม Rhodes Old Town เดินชมรอบ Old Town ที่ครบรสทุกจุดสำคัญยุคกลาง หรือถ้าอยากวางแผนเที่ยวทั้งเมืองกับรอบนอก แนะนำ แผนการเดินทาง Rhodes 3 วัน ไว้ในลิสต์ก็ได้

คำถามที่พบบ่อย

ยังเห็นโคลอสซัสแห่งโรดส์ได้จริงไหม?

ไม่มีซากเหลืออยู่เลย รูปปั้นต้นฉบับพังจากแผ่นดินไหวราว 226 ปีก่อนคริสตกาล และชิ้นสัมฤทธิ์ถูกขายทิ้งหมดในศตวรรษที่ 7 สิ่งที่ชมได้คือท่าเรือ Mandraki พร้อมเสากวางสัมฤทธิ์สมัยใหม่ หลังคาดว่าใกล้จุดที่เคยตั้งจริง

โคลอสซัสแห่งโรดส์เคยตั้งอยู่ตรงไหนแน่?

นักวิชาการส่วนใหญ่เชื่อว่าน่าจะอยู่ใกล้ปากท่าเรือ Mandraki กลางเมืองโรดส์ บางคนเสนอว่าอาจอยู่ที่อะโครโปลิส แต่ไม่มีอะไรให้ขุดศึกษาแล้ว เพราะซากเดิมหายหมด

จริงหรือไม่ที่โคลอสซัสตั้งคร่อมปากท่าเรือ?

ไม่จริงครับ เป็นตำนานยุคกลาง ไม่มีหลักฐานในเอกสารโบราณ วิศวกรยุคใหม่ยังยืนยันว่าเทคโนโลยีสมัยนั้นสร้างท่ายืนคร่อมขนาดนี้ไม่ได้ แถมปากท่าเรือก็กว้างเกิน

โคลอสซัสแห่งโรดส์สูงแค่ไหน?

บันทึกโบราณระบุว่าสูงประมาณ 70 คิวบิต หรือราว 32 เมตร (105 ฟุต) ตั้งบนแท่นหินอ่อนราว 15 เมตร รวมความสูงทั้งโครงสร้างประมาณ 48 เมตรตั้งแต่พื้นจรดจุดสูงสุด

ไปชมโคลอสซัสมีค่าใช้จ่ายไหม?

ไม่มีค่าใช้จ่าย ท่าเรือ Mandraki และทางเดินที่เสากวางเปิดฟรีตลอดเวลา แต่ถ้าแวะเข้าแหล่งเสียเงินอย่าง Palace of the Grand Master หรือปีนกำแพงเมืองเก่า เตรียมไว้ราว 10-15 ยูโรต่อที่

จุดหมายปลายทางที่เกี่ยวข้อง:rhodes

กำลังวางแผนเดินทาง? ค้นพบกิจกรรมที่เหมาะกับคุณด้วย แอป Nomado.