Hortus Botanicus Amsterdam: สวนพฤกษศาสตร์เก่าแก่กว่า 400 ปีที่คุ้มค่าแก่การแวะ

ก่อตั้งในปี 1638 สมัยที่อัมสเตอร์ดัมต้องรับมือกับกาฬโรค Hortus Botanicus Amsterdam เริ่มจากสวนสมุนไพรเพื่อการแพทย์ ก่อนจะกลายเป็นหนึ่งในสวนพฤกษศาสตร์ที่เก่าแก่และมีเรื่องราวที่สุดในโลก ถึงจะไม่ใหญ่แต่จัดสรรอย่างใส่ใจ มีพันธุ์ไม้มากกว่า 6,000 ชนิดในแต่ละโซนเฉพาะ พร้อมเรือนกระจกที่โดดเด่นย่าน Plantage

ข้อมูลสำคัญ

ที่ตั้ง
Plantage Middenlaan 2a, 1018 DD Amsterdam (ย่าน Plantage)
การเดินทาง
นั่งรถรางสาย 14 ลงสถานี Mr. Visserplein หรือรถไฟใต้ดินสาย 51/53/54 ลงสถานี Waterlooplein แล้วเดินต่ออีก 5 นาที
เวลาเที่ยวชม
1.5 ถึง 2.5 ชั่วโมง
ค่าใช้จ่าย
คิดค่าเข้า ชมราคาปัจจุบันได้ที่ dehortus.nl/th
เหมาะสำหรับ
คนรักพืช นักท่องเที่ยวสายช้า ครอบครัวที่มีเด็กช่างสงสัย หรือมาเยือนวันที่ฝนตก
เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ
www.dehortus.nl/en
ภายในเรือนกระจกที่เขียวชอุ่ม มีต้นไม้เขตร้อนและกึ่งร้อนนานาชนิด แสงแดดลอดกระจกลงมา สะท้อนมนต์ขลังของ Hortus Botanicus Amsterdam อันเก่าแก่

Hortus Botanicus Amsterdam คือที่ไหนกันแน่

Hortus Botanicus Amsterdam หรือที่คนท้องถิ่นเรียกง่าย ๆ ว่า De Hortus คือสวนพฤกษศาสตร์ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1638 ในพื้นที่เล็ก ๆ ที่ปัจจุบันคือย่าน Plantage เดิมทีตั้งขึ้นเพื่อใช้เป็นสวนสมุนไพรสำหรับการแพทย์ ต้องการพื้นที่ปลูกยารักษาโรคหลังประสบโรคระบาดหนัก สวนแห่งนี้กลายเป็นที่ค้นหาและเรียนรู้พืชสมุนไพร พร้อมทั้งเป็นแหล่งศึกษาให้แพทย์และหมอยาสมัยนั้นซึ่งถือว่าเป็นศูนย์กลางการรักษาที่สำคัญในยุคนั้น

ปัจจุบัน สวนนี้มีเนื้อที่ประมาณ 1.2 เฮกตาร์ รวมไม้กว่า 6,000 ชนิด ตั้งแต่พืชเขตร้อนในเรือนกระจก Palm House อันเก่าแก่ ไปจนถึงไม้ทนแล้ง เฟิร์น หรือไซคาดในเรือนควบคุมอุณหภูมิขนาดย่อม ถึงจะไม่กว้างนัก แต่ข้อดีคือเดินครบได้แบบไม่เมื่อย ในขณะเดียวกันแต่ละโซนก็หนาแน่นด้วยชีวิตพืช มีอะไรน่าสนใจให้สังเกตอยู่ตลอด

💡 เคล็ดลับจากคนท้องถิ่น

สวนเปิดทุกวัน 10:00–17:00 ถ้าอยากชมเรือนกระจกแบบคนไม่พลุกพล่าน แนะนำมาช่วงเปิดใหม่ ๆ หลัง 11:30 วันหยุดเสาร์-อาทิตย์จะเริ่มมีกรุ๊ปทัวร์เข้ามาเยอะขึ้น

ความเป็นมาที่ทำให้ที่นี่ไม่เหมือนใคร

สวนพฤกษศาสตร์ไม่กี่แห่งที่ย้อนรอยประวัติศาสตร์กลับไปถึงศตวรรษที่ 17 ได้ และยิ่งน้อยกว่านั้นที่มีบทบาทในการแลกเปลี่ยนพืชระดับโลกโดยตรง ช่วงยุคทองของเนเธอร์แลนด์ อัมสเตอร์ดัมคือศูนย์การค้าสำคัญและ De Hortus ก็ได้รับอานิสงส์โดยตรง เมล็ดพันธุ์และพืชแปลกตาจากเอเชีย แอฟริกา อเมริกา เดินทางมาถึงโดยเรือ VOC (ดัตช์อีสต์อินเดียคัมปานี) ซึ่งทำให้สังคมวิทยาศาสตร์ยุโรปได้มีโอกาสศึกษาพืชเหล่านี้เป็นครั้งแรกผ่านสวนนี้

หนึ่งในพืชที่สำคัญในเชิงประวัติศาสตร์ของ De Hortus คือไซคาด Encephalartos altensteinii ที่ว่ากันว่าเก่าแก่ที่สุดต้นหนึ่งของโลก อยู่ในคอลเลกชันมานานนับศตวรรษ แค่ยืนข้างต้นนี้ ไม่ว่าขนาดจะตั้งใจดูหรือเปล่า คุณก็ได้สัมผัสประวัติศาสตร์เป็นเส้นตรงต่อสายตาทันที

ที่นี่ยังมีบทบาททางอ้อมกับวงการปลูกกาแฟทั่วโลกอีกด้วย เพราะกาแฟต้นแรกที่โตใน De Hortus ช่วงต้นศตวรรษที่ 18 คือบรรพบุรุษของเมล็ดพันธุ์ที่แพร่ไปยังอเมริกากลางและใต้ ก่อนกลายเป็นไร่กาแฟขนาดมหึมาที่เราเห็นทุกวันนี้ ถาอยากเข้าใจความสัมพันธ์ระดับลึก ระหว่างอดีตพ่อค้าดัตช์กับหน้าตาอัมสเตอร์ดัมปัจจุบัน ลองอ่าน คู่มือสถาปัตยกรรมอัมสเตอร์ดัม ที่บอกเล่าร่องรอยยุคนั้นไว้ในโซนคลองและโกดังเมือง

บรรยากาศแต่ละช่วงเวลาในสวนนี้

ช่วงเช้าเงียบสงบจนได้ยินเสียงนกในโซนกลางแจ้ง แสงในเรือนกระจก Palm House ช่วงเปิดใหม่ ๆ จะแตกต่างโดยสิ้นเชิง ลอดผ่านกระจกเก่าตกกระทบกิ่งไม้ทั่ว ๆ ไปให้ความรู้สึกเหมือนหลุดจากกลางเมือง อุณหภูมิข้างในอุ่นกว่าอากาศข้างนอกแบบชัดเจน กลิ่นหอมชื้น ๆ โล่ง ๆ ผสมกลิ่นหวานจาง ๆ จากไม้ดอกยิ่งทำให้รู้สึกได้ถึงความมีชีวิตชีวา

กลางวันในวันธรรมดาก็ยังเดินสบาย แต่เสาร์อาทิตย์หน้าร้อนจะเห็นว่าสวนค่อนข้างเล็ก ทางเดินแคบลงระหว่างแปลงพืชหนาแน่น จุดฮิตใกล้เรือนผีเสื้อหรือ Palm House คนจะพลุกพล่าน บริเวณนั่งกินกลางแจ้งก็เต็มไปด้วยผู้คนที่นั่งทานกลางวัน ถ้ามาเยือนกรกฎาคมหรือสิงหาคม ลองเลือกเย็นวันพฤหัสฯ ที่เปิดถึง 21:00 ดู รับรองว่าบรรยากาศเย็นแสงทองกลางสวนและจำนวนคนที่ลดลงหลัง 17:00 คืออีกประสบการณ์ที่ต่างออกไป

หน้าหนาว โซนกลางแจ้งอาจดูโล่งไปเยอะ แต่เรือนกระจกยังร่มรื่นเต็มที่ บางคนกลับชอบหน้าหนาวที่สุดเพราะความแตกต่างระหว่างอากาศเย็นเทา ๆ กับการได้เข้าไปสัมผัสความอุ่นชื้นภายในเรือนเขตร้อนคืออีกอารมณ์ที่ควรลองสักครั้ง

จะเดินชมอะไรดี: คู่มือเดินในสวน

สวนนี้เล็กพอที่จะไม่ต้องวางแผนเข้มมาก เดินแกนหลัก ๆ สามเรือนกระจกใหญ่เท่านั้นก็ได้บรรยากาศครบ ทั้ง Palm House สมัยวิกตอเรียนสุดอลังการ เรือน Cycad ที่ประดับไซคาด 400 ปี และเรือนสามอุณหภูมิ (แบ่งเป็นเขตทะเลทราย เขตอบอุ่น และเขตร้อน) แต่ละที่ให้บรรยากาศต่างกันแบบสัมผัสได้ ยิ่งในเรือนสามโซนนี้ เวลาข้ามแดนยังรู้สึกเหมือนได้นอกจากเวทีการแสดงก็มิปาน

สวนกลางแจ้งแบ่งแต่ละโซนแบบชัดเจน ส่วนภูมิศาสตร์รวมไม้แต่ละทวีป ส่วนระบบจำแนกพืชแยกตามวิทยาศาสตร์ ส่วนสมุนไพรบอกถึงจุดเริ่มต้นของสวน พร้อมป้ายอธิบายเรื่องประวัติศาสตร์และการใช้งานทั้งเก่าและใหม่ ป้ายเหล่านั้นเป็นดัตช์กับอังกฤษ เดินเองแบบไม่ต้องมีไกด์ก็สบาย

เรือนผีเสื้อเป็นกิจกรรมตามฤดูกาล มักจะเปิดเฉพาะช่วงอากาศอุ่น เด็ก ๆ โดยเฉพาะจะชอบมาก ถ้าใครพาเด็กที่ไป Artis Amsterdam Royal Zoo ที่เดินใกล้ ๆ กันมาด้วย มักจะรวมสองที่นี้ในวันเดียว ย่าน Plantage เดินเล่นซึมซับแบบนี้ยิ่งคุ้ม

ℹ️ ดีที่ควรรู้

เวลาทำการ: 10:00–17:00 ทุกวัน ช่วงเย็นฤดูร้อนบางวันเปิดยาวถึง 21:00 ตรวจสอบวันที่แน่นอนที่หน้าเว็บไซต์ทางการก่อนเสมอ เพราะอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล

การเดินทางและการเดินภายในสวน

De Hortus ตั้งอยู่บน Plantage Middenlaan ถนนสายร่มรื่นที่ให้กลิ่นอายแบบที่อยู่อาศัยผสมธรรมชาติ จาก Amsterdam Centraal นั่งรถรางสาย 14 ลงสถานี Mr. Visserplein เดินต่ออีกแค่ 4 นาที หรือจะเลือกเมโทรสาย 51, 53, 54 ลง Waterlooplein แล้วเดินอีกประมาณ 5 นาทีก็ถึงทางเข้า

ย่าน Plantage เดินเล่นสบายมาก ถ้ามาจาก ตลาด Waterlooplein ก็เป็นเส้นทางเดินธรรมชาติสำหรับคนที่เดินจากใจกลางเมืองสายชิล ระหว่างทางที่ถนน Plantage Middenlaan ผ่านหน้า Artis Zoo กับบ้านเรือนยุคศตวรรษที่ 19 ทำให้ย่านนี้สงบกว่าฝั่งคลองเยอะ

ปั่นจักรยานมา De Hortus จากกลางเมืองก็ง่ายมาก มีที่จอดอยู่หน้า ทางเดินในสวนเรียบและไม่ใหญ่ เหมาะกับรถเข็นหรือวีลแชร์ แต่ถ้าต้องการการเข้าถึงแบบไม่มีขั้นบันได แนะนำสอบถามกับสถานที่ก่อนเพื่อความสบายใจ

การถ่ายรูป เคล็ดลับ และข้อจำกัดที่ควรรู้

เรือนกระจกคือจุดถ่ายรูปยอดเยี่ยมแต่ก็ท้าทายจริง ๆ โซนกระจกใสเจอแดดแรงตัดกับมุมมืดของต้นไม้ด้านใน กล้องออโต้มักจะวัดแสงพลาด เช้า ๆ ที่แสงต่ำเข้าจากด้านข้างและไม่จ้ามากจะถ่ายออกมาสวยสุด โซนทะเลทรายในเรือนสามอุณหภูมิถ่ายง่ายกว่า (รูปทรงคมชัดและโล่งกว่า) ส่วนเขตร้อนด้านในจะดูแน่นแน่นจนกลายเป็นวุ่นวายนิด ๆ ในมุมกว้าง

ข้อจำกัดแบบตรงไปตรงมาคือ ถ้าเคยไปสวนพฤกษศาสตร์ใหญ่ ๆ อย่าง Kew Gardens ที่ลอนดอน หรือ Jardin des Plantes ที่ปารีสมาก่อน De Hortus จะให้ความรู้สึกเล็กกว่าเยอะ ไม่เหมาะกับคนที่มองหาทิวทัศน์กว้าง ๆ หรือสนามหญ้าโล่ง ๆ ตรงนี้ขายความหนาแน่น ความเก่าแก่ และความพิถีพิถัน ต้องตั้งใจดูเหมือนอ่านห้องสมุด ไม่ได้เดินปล่อยใจเหมือนเดินสวนใหญ่

⚠️ สิ่งที่ควรข้าม

สวนนี้เล็ก ถ้าหวังจะหลีกหนีเมืองมาครึ่งวันแล้วเจอสนามหญ้ากว้าง ๆ หรือวิวพืชตระการตา อาจไม่ใช่ทางคุณ ส่วนใหญ่คนเดินครบทุกซอกในสองชั่วโมง

นักเดินสวนที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศ อาจลองไป Vondelpark ถ้าอยากเดินเล่นกลางแจ้งยาว ๆ หรือออกนอกใจกลางเมืองไปที่ Amsterdamse Bos จะได้สัมผัสธรรมชาติที่กว้างและหลากหลายมากกว่า สองที่นี้ให้ประสบการณ์กลางแจ้งที่เติมเต็มกัน ไม่ซ้ำกับ De Hortus

ใครที่อาจจะไม่เหมาะกับที่นี่

ถ้ามีเวลาน้อยในอัมสเตอร์ดัมและเน้นไปทางพิพิธภัณฑ์ศิลปะหรือเดินเล่นชมคลองสำคัญ De Hortus อาจไม่ดึงดูดเท่า Rijksmuseum หรือบ้านแอนน์ แฟรงค์ แล้วแต่เวลาและความสนใจ ถ้าต้องการพื้นที่โล่งหรือเดินเล่นยาว ๆ ที่นี่ก็กะทัดรัดเกินไป เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 7-8 ปีอาจชอบเรือนผีเสื้อ แต่จะอยู่ในสวนพฤกษศาสตร์นาน ๆ ไม่น่าจะสนุกสำหรับพวกเขา

เคล็ดลับจากคนวงใน

  • ช่วงเย็นวันฤดูร้อนที่สวนเปิดถึง 21:00 คนจะน้อยลงตั้งแต่ราว 17:00 ไปเรื่อย ๆ โดยเฉพาะแสงช่วงเย็นของปลายเดือนกรกฎาคมในโซนปลูกกลางแจ้งคือสวยจริงจัง ควรเผื่อเวลาตั้งใจมา
  • คาเฟ่ในสวนมีพื้นที่นั่งเทอเรซนอกอาคารเมื่ออากาศดี นั่งจิบกาแฟหลังเดินชมเรือนกระจกถือว่าเงียบสงบกว่าแถวนี้เยอะ ได้ชื่นชมสวนกลางแจ้งอีกต่อ คุ้มเวลา
  • ปาล์มไซคาดอายุ 400 ปีในเรือน Cycad เดินผ่านได้ง่าย ๆ ถ้าไม่สังเกต อ่านป้ายก่อนเดินต่อ รับรู้ความเก่าของมันแล้วจะสัมผัสได้ถึงประวัติศาสตร์จริง ๆ
  • ถ้าพยากรณ์ฝนมาเยือนอัมสเตอร์ดัม ลองเก็บ De Hortus ไว้มาวันนั้นก็ได้ เรือนกระจกช่วยให้คุณไม่เปียก แถมจัดสวยน่าทึ่ง ไม่ใช่แค่อะไหล่กรณีฝนตก
  • ถ้ามี Amsterdam City Card เข้าฟรีเลย ถ้าวางแผนจะเที่ยวหลายพิพิธภัณฑ์ในทริปเดียว คำนวณดูก่อนว่าซื้อแยกหรือตัดบัตรไหนคุ้มกว่า

Hortus Botanicus Amsterdam เหมาะสำหรับใคร?

  • นักท่องเที่ยวที่สนใจประวัติศาสตร์พฤกษศาสตร์ อยากได้อะไรที่นอกเหนือจากลิสต์ฮิตอัมสเตอร์ดัม
  • ครอบครัวที่มีเด็กโต (7 ขวบขึ้น) โดยเฉพาะถ้ามาช่วงเรือนผีเสื้อเปิด
  • คนที่ตั้งใจมาเดินช้า ๆ ย่าน Plantage อาจเชื่อมต่อกับ Artis Zoo หรือพิพิธภัณฑ์ Dutch Resistance ได้เลย
  • ใครที่เจอวันที่ฝนตกแล้วอยากหากิจกรรมในร่มที่ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ศิลปะธรรมดา
  • คนถ่ายภาพที่ชอบเล่นแสงแปลก ๆ หรือถ่ายพืชระยะใกล้